Tudor ขยับทางเลือกใหม่ด้วยไซส์ที่ใหญ่ขึ้นของ Black Bay กับรุ่น Tudor Black Bay 68 ขยายไซส์เป็น 42 มิลลิเมตร มีจำหน่าย 2 สีหน้าปัดกับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3-Link พร้อมบานพับ T-Fit ตอบสนองความเที่ยงตรงด้วยกลไกอัตโนมัติ MT5601-U พร้อมการกันน้ำ 200 เมตร
Tudor Black Bay 68 ขยายร่างสวนทางความนิยมในตลาด
-
ทางเลือกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในเรื่องของขนาดสำหรับรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล
-
มีจำหน่าย 2 สีหน้าปัดกับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3-Link พร้อมบานพับ T-Fit
-
ตอบสนองความเที่ยงตรงด้วยกลไกอัตโนมัติ MT5601-U พร้อมการกันน้ำ 200 เมตร
ดูเหมือนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์นาฬิกาต่างผลิตเรือนเวลาที่มีขนาดตัวเรือนเล็กลงจากที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เราได้เห็นนาฬิการุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับเส้นผ่านศูนย์กลางระดับ 40 มิลลิเมตร หรือต่ำกว่านั้นหลายต่อหลายรุ่น แต่สำหรับ Tudor Black Bay 68 ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่สวนทาง เมื่อพวกเขาขยับไซส์กลับมาอยู่ที่ 43 มิลลิเมตรเหมือนกับรุ่นบรอนซ์ที่เคยเปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ และถือเป็นครั้งแรกที่ Tudor Black Bay ตัวเรือนสตีลมีไซส์เกิน 41 มิลลิเมตร
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
แน่นอนว่ากับตัวเลข 68 ที่ต่อท้ายชื่อรุ่น สิ่งนี้สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นที่ถือว่าเป็น Milestone ท่าสำคัญในประวัติศาสตร์นาฬิกาดำน้ำของ Tudor นั่นคือ ในปี 1968 ซึ่งเป็นปีที่ Tudor ได้คิดค้นสิ่งที่กลายมาเป็นนามบัตรด้านสุนทรียศาสตร์ในปัจจุบัน นั่นก็คือเข็มนาฬิกา Snowflake อันเป็นเอกลักษณ์ และนาฬิการุ่นนั้นเข้าสู่แคตตาล็อกไม่นานหลังจากนั้นในปี 1969
ดังนัน Black Bay 68 เป็นการยกย่องช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้ อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งรุ่นหลักที่มีสี “Tudor Blue” อยู่ในทางเลือก โดยนาฬิการุ่นนี้ถอดแบบรูปลักษณ์มาจาก Tudor Black Bay ที่แฟนๆ คุ้นเคยกันมานาน แต่ทว่าเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือน และ Lug to Lug มีการปรับปรุงให้สอดรับกับขนาดตัวเรือนที่เปลี่ยนไป โดยการทำตลาดในช่วงแรกจะมีด้วยกัน 2 รุ่น
-
Ref.M7943A1A0NU-0001 หน้าปัดสีน้ำเงิน และอินเสิร์ตบนขอบตัวเรือนสีดำ
-
Ref.M7943A1A0NU-0002 หน้าปัดสีเงิน และอินเสิร์ตบนขอบตัวเรือนสีดำ
![]() |
![]() |
ทั้ง 2 รุ่นมากับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3-Link พร้อมบานพับแบบ T-Fit ซึ่งสามารถปรับละเอียดได้อย่างสะดวกและง่ายดายเพื่อความสะดวกในการปรับขนาดสายให้สอดรับกับขนาดข้อมือที่เปลี่ยนไปในบางช่วงจังหวะ เช่น อากาศเย็นลง ซึ่งทำให้ขนาดของข้อมือหดลง
![]() |
![]() |
![]() |
สำหรับกลไกเมื่อเปรียบเทียบกับ Black Bay รุ่นตัวเรือน 41 มิลลิเมตร ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าไซส์ตัวเรือนจะต่างกันแค่ 2 มิลลิเมตร แต่ทว่า Tudor ก็เลือกใช้กลไกที่มีพื้นฐานแบบเดียวกับ Black Bay Bronze ที่มีขนาดตัวเรือน 43 มิลลิเมตรเช่นกัน แต่ผ่านมาตรฐานความเที่ยงตรงจาก METAS โดยจะเป็นรหัส MT5601-U (ส่วนรุ่นสตีล 41 มิลลิเมตรจะเป็น MT5602 ในรุ่น Chronometer และ MT5602-U ในรุ่น Master Chronometer และรุ่น Bronze จะเป็นรหัส MT5601)
และจากการที่เป็นกลไกซึ่งมีรหัส U ต่อท้าย นั่นหมายความว่า กลไกอัตโนมัติรุ่นนี้มีความเที่ยงตรงในระดับที่ผ่านการทดสอบทั้ง COSC และ METAS จนได้มาตรฐานความเที่ยงตรงในระดับ Master Chronometer พร้อมกับการเป็น Manufacture Calibre ซึ่งหมายความว่าการออกแบบ การพัฒนา และการผลิตเกิดขึ้นภายในโรงงานของ Tudor
โครงสร้างนาฬิการุ่น Manufacture Calibre MT5601-U ได้รับการออกแบบมาให้มีความแข็งแรงทนทานและแม่นยำ โดยจะต้องรักษาสมดุลล้อบาลานซ์ความเฉื่อยแบบแปรผันด้วยสะพานเคลื่อนที่ที่แข็งแรงพร้อมจุดยึดสองจุด ในส่วนความเที่ยงตรงถือว่ามีความโดดเด่นด้วยค่าความคลาดเคลื่อน -2 ถึง +4 วินาทีต่อวัน อีกทั้งยังป้องกันสนามแม่เหล็ก ทำให้ทนทานต่อสนามแม่เหล็กที่ต่ำกว่า 15,000 เกาส์อีกด้วย ส่วนกำลังสำรองอยู่ในระดับ 70 ชั่วโมง ซึ่งนั่นทำให้กลไกนี้ได้รับการรับรองว่าผ่านมาตรฐาน Weekend Proof ซึ่งนาฬิกาจะยังเดินต่อเนื่องไปจนถึงวันจันทร์ แม้ว่าจะถอดวางเอาไว้ในคืนวันศุกร์
Tudor Black Bay 68 มีราคาอยู่ที่ 173,600 บาท
รายละเอียดทางเทคนิค : Tudor Black Bay 68
- เส้นผ่านศูนย์กลาง :43 มิลลิเมตร
- Lug to Lug :52 มิลลิเมตร
- ความหนา: 13.6 มิลลิเมตร
- ความกว้างขาสาย: 23 มิลลิเมตร
- กระจก: Sapphire ทรงโดม
- กลไก :MT5601 อัตโนมัติ In-House No Date และ Chronometer
- ความถี่: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง
- จำนวนทับทิม: 25 เม็ด
- กำลังสำรอง: 70 ชั่วโมง
- การกันน้ำ: 200 เมตร
Fanpage : https://www.facebook.com/anadigionline/
YouTube Channel : https://www.youtube.com/channel/anadigionline