เจาะทีละจุด Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium ยอดนาฬิกาดำน้ำแห่งยุค

0

ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับนาฬิกาดำน้ำตัวท็อปของ Rolex อย่าง Oyster Deepsea RLX Titanium ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นต้นแบบที่เปิดตัวและถูกนำมาใช้ในปี 2012 โดยรุ่นจำหน่ายจริงของนาฬิกาเรือนนี้มีความโดดเด่นอย่างจุดด้วยกัน ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันว่ามีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง

- Advertisement -

Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium

เจาะทีละจุด Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium ยอดนาฬิกาดำน้ำแห่งยุค

การเปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษของ Rolex อย่างรุ่น Oyster Deepsea RLX Titanium ถือว่าค่อนข้างเซอร์ไพรส์อย่างมากสำหรับแฟนๆ ทั่วโลก เพราะตลอด 10 ปีนับจากที่นาฬิกาเรือนนี้ถูกเปิดตัวต้นแบบออกมาพร้อมกับการนำไปใช้งานในโปรเจ็กต์อย่าง Deepsea Challenge แล้ว หลายต่อหลายคนเฝ้าถามถึงโอกาสและเวลาที่นาฬิกาเรือนนี้จะถูกผลิตออกมาในพาณิชย์ จนกระทั่งต้องรอถึงปี 2022 หรือเมื่อโปรเจ็กต์นี้ผ่านล่วงเลยมาแล้วถึง 10 ปี

มาช้าดีกว่าไม่มา แน่นอนว่าแฟนๆ ส่วนใหญ่ที่เฝ้ารอต่างก็คิดเช่นนี้ และคงต้องบอกว่าสิ่งที่มีอยู่ใน Oyster Deepsea RLX Titanium รุ่นจำหน่ายจริงนั้นถือว่าไม่ธรรมดา และเป็นนวัตกรรมในด้านนาฬิกาดำน้ำที่เกิดจากองค์ความรู้ซึ่งถูกสะสมมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ Rolex ให้ความสนใจในการผลิตนากาที่มีความสามารถในการกันน้ำ

Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium
“Dot-dash-dot”: the three markings indicating that the winding crown of the Oyster Perpetual Deepsea Challenge is made of RLX titanium : Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium

ย้อนความกับ Deepsea Challenge

ในปี 2012 James Cameron ที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของโลก ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการดำดิ่งเพียงลำพังไปสู่จุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทรหรือ Mariana Trench โดยการนำร่องยานสำรวจน้ำลึก Deepsea Challenge ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการดำดิ่งลงสู่ใต้น้ำที่ความลึก 10,908 เมตร (35,787 ฟุต) ซึ่งถือเป็นโปรเจ็กต์สุดท้าทายและเป็นการต่อยอดจากการเป็นส่วนหนึ่งในการสำรวจที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1960 กับยาน Trieste

ย้อนกลับไปในวันที่ 23 มกราคม 1960 โปรเจ็กต์ที่ชื่อว่า Deep Sea Special ของนักสมุทรศาสตร์อย่าง Jacques Piccard และ Don Walsh นายทหารแห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้เริ่มขึ้นเพื่อสร้างสถิติในการสำรวจใต้ท้องทะเลในแง่ของความลึก และ Rolex เข้าไปเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้ด้วยในฐานะผู้ผลิตเรือนเวลา

ทั้งคู่ได้นำยานใต้น้ำที่ชื่อว่า Trieste ดำดิ่งลงไปบริเวณ Marian Trench ด้วยความลึกสูงสุด 10,916 เมตรและถือเป็นความท้าทายที่มีความสำคัญต่อโลกแห่งความรู้เพราะเป็นการเปิดประตูที่นำไปสู่สิ่งที่วิทยาศาสตร์ในยุคนั้นไม่สามารถหาคำอธิบายได้โดยเฉพาะเรื่องของโลกใต้ท้องทะเลที่มนุษย์ยังมีความรู้อยู่น้อยมาก และแน่นอนว่าคำว่า Deepsea ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนาฬิกาดำน้ำที่เจ๋งที่สุดเรือนหนึ่งของ Rolex ในเวลาต่อมา

เวลาได้ล่วงเลยมาถึงวันที่ 26 มีนาคม 2012 เหมือนกับภาพจำในอดีตกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เป็นความพยายามในการท้าทายต่อโลกแห่งการสำรวจของ Cameron ภายใต้ชื่อโปรเจ็กต์ Deepsea Challenge ซึ่งเขาต้องการเป็นมนุษย์คนแรกที่ลงไปสู่จุดที่ลึกที่สุดของโลกด้วยตัวเลขความลึกที่มากกว่าที่เคยทำเอาไว้ในปี 1960

Rolex ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอีกครั้งของเรื่องนี้กับการผลิตนาฬิกาเรือนพิเศษที่เป็นรุ่นต้นแบบเพื่อส่งให้ใช้ในงานโปรเจ็กต์นี้ พร้อมกับวัตถุประสงค์ที่ได้รับต่อเนื่องจากการทำงานคือ การพิสูจน์ให้เห็นถึงองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน Rolex ในการผลิตนาฬิกาที่มีความสามารถในการกันน้ำและแรงดันในระดับสูงสุด และในครั้งนั้น นาฬิกา Rolex Deepsea Challenge รุ่นทดลองได้ถูกติดตั้งไว้ด้านนอกของยาน และยังคงสามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติสมบูรณ์ แม้อยู่ภายใต้แรงดันอันสุดขั้ว

Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium
Foreground, left to right: Oyster Perpetual Rolex Deepsea (2012), Oyster Perpetual Deepsea Challenge (2022), Deep Sea Special (1960), Rolex Deepsea Challenge (2012) and Oyster Perpetual Submariner (1986). Background, left to right: models of the DEEPSEA CHALLENGER submersible and the bathyscaphe Trieste. : Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium

10 ปีแห่งการรอคอย สู่การผลิตจริง

หลังจากที่มีการพูดถึงเรื่องราวแห่งความสำเร็จในการผลิตนาฬิกาเพื่อสำรวจโลกใต้ท้องทะเลไปแล้ว สิ่งที่แบรนด์ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำต่อเนื่องคือ การนำสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นมาตีความหรือแปรรูปให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้สำหรับลูกค้า หรืออาจจะเป็น Marketing Tool ในการช่วยประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ในวงกว้างถึงความยอดเยี่ยม

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้ Rolex ผลิตรุ่นจำหน่ายจริงของนาฬิกา Deepsea Challenge แต่ทว่าก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ หลุดออกมาจนกระทั่งในปี 2022 เสียงเรียกร้องก็กลายเป็น และนี่คือ สุดยอดนาฬิกาดำน้ำแห่งยุคที่มีความสามารถในการกันน้ำถึง 11,000  เมตรเลยทีเดียว

แน่นอนว่าตัวนาฬิกาถูกปรับเสป็กเพื่อให้สอดรับกับการใช้งาน เช่นเดียวกับที่องค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตนาฬิกาได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และนั่นทำให้ Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium เป็นนาฬิกาดำน้ำที่น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งในตอนนี้เลยทีเดียว

และในวันนี้เรามาดูทีละจุดของตัวนาฬิกาเพื่อที่จะได้รับทราบถึงความยอดเยี่ยมที่มีอยู่ข้างใน

Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium
Manufacturing of the Oyster Perpetual Deepsea Challenge’s middle case crafted from RLX titanium The middle case of the Oyster Perpetual Deepsea Challenge before the stamping process
Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium
Oyster Perpetual Deepsea Challenge watches during waterproofness testing,carried out in a specially designed hyperbaric tank Decorative plate atop the waterproofness testing tank for the Oyster Perpetual Deepsea Challenge. It features the same engravings as the case back of the watch
  • ครั้งแรกกับไทเทเนียม

เราไม่เคยเห็นนาฬิกา Rolex ที่เป็นรุ่นจำหน่ายในตลาดมากับวัสดุอย่างไทเทเนียมแต่สำหรับ Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium นี่เป็นครั้งแรก และ Rolex ได้ใช้ไทเทเนียมแบบพิเศษที่เรียกว่า RLX ที่พวกเขาคิดมาโดยเฉพาะ

ซึ่งมีคุณสมบัติเบาบางแต่ทานทน

ไทเทเนียม RLX คือไทเทเนียมอัลลอยเกรด 5 ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของ Rolex รังสรรค์ขึ้นเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาและมีความทนทานต่อการเปลี่ยนรูปทรงและการขึ้นสนิม แม้นาฬิการุ่นทดลองที่ James Cameron สวมในร่องลึกที่ Mariana จะผ่านการทดสอบใต้น้ำมาอย่างไร้ที่ติ หากแต่น้ำหนักที่มากของสแตนเลสสตีล 904L ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีปัญหาในการสวมใส่ในระยะยาว ในขณะที่การใช้ไทเทเนียม RLX กับตัวเรือนและสายของ Deepsea Challenge ทำให้นาฬิกามีน้ำหนักที่เบาและเบาขึ้นจากรุ่นทดลองถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และยังคงรายละเอียดความงดงามของการขัดแต่งบนตัวเรือนได้

  • Ringlock System

นาฬิกาสำหรับนักดำน้ำทุกเรือนของ Rolex ได้ออกแบบมาเพื่อความลึกสูงสุดและติดตั้งระบบ Ringlock ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรโดย Rolex การวิจัยที่อุทิศให้กับการกันน้ำของตัวเรือนแบบ Oyster ได้ขยายไปยังส่วนอื่นๆ รวมถึงระบบนี้ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่เสริมการทำงานของตัวเรือนให้มีความแน่นหนา โดยมีการประกอบด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดม แหวนอัดเหล็กไนโตรเจน-อัลลอย และตัวเรือนด้านหลังทำจากไทเทเนียม RLX โดยโครงสร้างการทำงานนี้ได้ทำให้ Deepsea Challenge สามารถรับประกันการกันน้ำและมีประสิทธิภาพในการทนทานต่อแรงดันภายใต้ความลึก 11,000 เมตร (36,090 ฟุต)

  • การกันน้ำที่มากกว่า 11,000 เมตร

ต่อเนื่องจากองค์ประกอบโดยรวมที่ถูกผลิตในนาฬิกาเรือนนี้ได้นำมาสู่ความสามารถที่เหนือกว่าที่ประกาศออกมา โดยจากความร่วมมือระหว่าง Rolex และ Comex (Compagnie Maritime d’Expertises) ทำให้สามารถพัฒนาถังแรงดันสูงพิเศษเพื่อทดสอบการกันน้ำของ Deepsea Challenge ได้สำเร็จ

ดังนั้น นาฬิกาแต่ละเรือนจึงได้รับการทดสอบตามมาตรฐานของนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ โดยมีอัตราความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium ก็เช่นกัน และนั่นหมายถึงนาฬิกาเรือนนี้จะมีประสิทธิภาพในการรองรับแรงดันภายใต้ความลึก 13,750 เมตร (45,112 ฟุต) เลยทีเดียว

  • Helium Escape Valve

ทาง Rolex ได้พัฒนาระบบ Helium Valve ขึ้นมาด้วยเป้าหมายก็เพื่อที่จะก้าวผ่านขีดจำกัดใหม่ๆ ของนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตรงตามความต้องการของนักดำน้ำมืออาชีพและผู้ที่มีอาชีพอยู่ใต้น้ำ และมีการจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 1967

ตามปกติแล้วภายในห้องปรับบรรยากาศของ Chamber หรือ Bell ที่นักดำน้ำไปพักในระหว่างปฏิบัติงานใต้น้ำลึก อากาศสำหรับหายใจในนั้นจะได้รับการผสมกับก๊าซฮีเลียมและเมื่ออะตอมของฮีเลียมรวมกับลมหายใจของนักดำน้ำจะทำให้มันมีขนาดเล็กมากจนสามารถซึมผ่านชั้นเคลือบกันน้ำของนาฬิกาได้

ภายใต้แรงดันสูงปัญหาจะยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่อต้องขึ้นสู่ผิวน้ำและแรงดันลดลง ฮีเลียมที่อยู่ในตัวนาฬิกาจะขยายตัวขึ้นและอาจจะมีแรงมากพอจนดันให้กระจกนาฬิกาหลุดออกมา นั่นจึงทำให้มีการคิดคั้งระบบ Helium Valve ขึ้นมา ในการปล่อยก๊าซฮีเลียมที่อยู่ในตัวเรือนออกไปหลังกจากที่มีการขยายตัวในขณะที่ขึ้นสู่ผิวน้ำ

  • กลไกที่เที่ยงตรงและกำลังสำรองเพียงพอต่อการใช้งาน

กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 3230 ที่เปิดตัวในปี 2020 มีกำลังสำรองอยู่ในระดับ 70 ชั่วโมงและเปิดตัวครั้งแรกกับรุ่น Submariner ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการปรับปรุง 2 ส่วนด้วยกัน อย่างแรกคือความหนาของผนังกระปุกลานที่บางลงเพื่อการใส่สปริงที่ยาวขึ้นจึงสามารถเพิ่มปริมาณการเก็บพลังงานให้มากขึ้นได้ และอีกเรื่องคือการทำงานของชุดกลไกปล่อยจักร Chronergy โดยชุดกลไกปล่อยจักร Chronergy ผลิตขึ้นจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัสที่ผ่านการจดสิทธิบัตรแล้ว และเป็นการผนวกรวมกันของประสิทธิภาพด้านพลังงานอันยอดเยี่ยมและน่าเชื่อถือ เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง มีความเที่ยงตรงที่เรียกว่า Superlative Chronometer (ผ่านการทดสอบและรับรองทั้งจากของ COSC และ Rolex ) มีความคลาดเคลื่อน -2/+2 วินาทีต่อวัน

  • เม็ดมะยมแบบ Triplock

ถูกเปิดตัวในปี 1970 นั้นมาพร้อมกับการกันน้ำสองชั้นในส่วนก้านเม็ดมะยมและการเคลือบอีกชั้นในตัวเม็ดมะยมเอง ระบบกันน้ำสามชั้นทำให้นาฬิกาสำหรับนักดำน้ำของ Rolex ทนต่อการซึมผ่านมากขึ้น นาฬิกาที่มีระบบนี้จะมีตราปรากฏอยู่สามจุดใต้รอยปั้มตราของ Rolex ใต้เม็ดมะยม การผลิตเม็ดมะยมอันก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเราจำเป็นต้องใช้ทักษะการผลิตที่มีความชำนาญเฉพาะทาง

  •  Glidelock และระบบปรับสายแบบ Fliplock

นวัตกรรมการปรับสายแบบละเอียด Rolex Glidelock และปรับขยายแบบ Fliplock นี้ถูกออกแบบให้ใช้งานอย่างสะดวก สายนาฬิกา Oyster ทั้งเส้นของ Deepsea Challenge ได้รับการผลิตจากไทเทเนียม RLX เหมือนกับตัวเรือน ทำให้การสวมใส่นาฬิกากับชุดประดาน้ำที่มีความหนาถึง 7 มิลลิเมตรทำได้อย่างสะดวกสบาย

The Oysterlock clasp fitted on the Oyster Perpetual Deepsea Challenge with the Rolex Glidelock extension system and Fliplock extension link

  • พรายน้ำแบบ Chromalight

หน้าปัด Chromalight ที่เป็นเอกสิทธิ์ของ Rolex ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี 2008 ส่วนที่ใช้อยู่ใน Rolex Deepsea โดดเด่นด้วยพรายน้ำเรืองแสงที่นำมาใช้กับเข็มนาฬิกา มาร์คเกอร์ชั่วโมง และใช้กับอินเสิร์ตที่อยู่บนขอบตัวเรือน โดยสารนี้ประกอบด้วยอะลูมิเนียม สตรอนเชียม ดิสโพรเซียม และยูโรเพียม ซึ่งได้มาจากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและมีความละเอียดสูง โดยจะปล่อยแสงสีฟ้าที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือมีความสว่างเป็นพิเศษและเปล่งแสงออกมาได้อย่างยาวนาน ซึ่งนับว่าเป็นประสิทธิภาพที่เหนือกว่ามาตรฐานการผลิตนาฬิกาทั่วไปอย่างมาก

Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium Rolex Oyster Deepsea RLX Titanium
The Oyster Perpetual Deepsea Challenge, made of RLX titanium The Chromalight display of the Oyster Perpetual Deepsea Challenge, visible once the watch is plunged into darkness